More servicesWindows Live
HomeHotmailSpacesOneCare
 
MSN
Sign in
 
 
Spaces home  ~๐:+:*Sun*:+:๐~'s spacePhotosProfileFriendsMore Tools Explore the Spaces community
View space
annie
View space
Kate
View space
♥◦ⓩⓐⓝ◦♥
View space
brandy74ds
View space
hihihihi
View space
•.★*.. FuSe ..*★.•
View space
sakii23
View space
AumJa24™

~๐:+:*Sun*:+:๐~'s space

March 04

เรื่องมันซึ้ง แต่ยาว ถ้าขี้เกียจก็ไม่ต้องอ่าน

มีเพื่อนต่างเพศอยู่คู่หนึ่ง เป็นเพื่อนที่รักกันมาก

ที่โรงเรียน ฝ่ายชายจะเดินไปส่งฝ่ายหญิงที่บ้านเสมอทุกวัน

ผ่านไป จนทั้งสองอยู่มหาวิทยาลัย

ฝ่ายหญิงเริ่มไปแอบชอบผู้ชายคนนึง

และถามฝ่ายชายว่า

''นี่ เธอว่า เค้าเหมาะกับเราไหม''

''เค้าก้อหล่อดีนะ

นิสัยดีด้วย ''

''หรอ อืม อยากให้เค้ามาอยู่ข้างๆเราจังเลยเนอะ''

ต่อมาหญิงสาวก็ได้เป็นแฟนกับผู้ชายคนนั้นจิงๆ

วันนึงหญิงสาวบอกกับเพื่อนสนิทของตนว่า

''นี่ เธอไม่ต้องมาส่งเราทุกวันแล้วแหละ

ตอนนี้เค้าจะมาส่งเราแล้ว ไม่อยากให้เค้าเข้าใจผิด''

''อืม'' ฝ่ายชายตอบรับ และไม่ไปส่งหญิงสาวอีก

ต่อมาหญิงสาวทะเลาะกับแฟนของตน

จึงมาปรึกษาเพื่อนชายว่า

''เธอ เด๋วนี้เขาไม่ค่อยสนใจเราเลยแหละ

เธอว่า เราจะทำอย่างไรดีหล่ะ''

''ก้อ เธอยังรักเค้าอยู่หรือป่าวหล่ะ'' ฝ่ายชายตอบ

''รักสิ รักมากด้วย''

''ถ้าอย่างนั้น ก็มอบความรักให้เขาต่อไปสิ

ก้อเธอรักเค้านี่น่า''

''อืมม''

หญิงสาวทำตามคำแนะนำของฝ่ายชาย

หลังจากนั้น วันหนึ่ง

ระหว่างที่เพื่อนชายหนุ่มเดินกลับบ้าน

เค้าเห็นหญิงสาวนั่งร้องไห้อยู่ข้างทาง

''เธอ เป็นอะไรหน่ะ ให้เราช่วยไหม''

''เค้าไม่รักเราเลยหล่ะ เขาเปลี่ยนไป เด๋วนี้เขาไม่เคยมาส่งเราที่บ้านเลย''

"แล้วเราจะช่วยอะไรเธอได้บ้างหล่ะ''

"ช่วยอยู่กับเราซักพักได้ไหม''หญิงสาวร้องขอ

ทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันโดยไม่พูดอะไรเลย

ในที่สุดหญิงสาวก็เอ่ยขึ้น

''เราควรจะทำอย่างไรดี เธอจะช่วยเราได้ไหม

ว่าเราควรจะทำอย่างไรดี''

"เธอยังรักเขาอยู่หรือป่าวหล่ะ''

''รักสิ เรารักเค้ามากเลย''

"ถ้าอย่างนั้นก้อรักเค้าต่อไปสิ''

"แต่เค้าไม่รักเราเลยนี่น่า''

หญิงสาวร้องไห้โฮ

"แต่เธอก็รักเขาไม่ใช่หรอ''

และชายหนุ่มก็ส่งหญิงสาวที่บ้านอย่างที่เคยทำมาแต่ก่อน

''ถ้าเมื่อไหร่ที่เธออยากให้เรามาส่งเธอที่บ้าน อย่าลืมเรียกเรานะ''

''อืม''

และหญิงสาวก็เดินขึ้นบ้านไป

ต่อมาวันหนึ่งชายหนุ่มได้รับโทรศัพท์จากหญิงสาว

''เราไม่ไหวแล้ว ช่วยมารับเราที''

เสียงของหญิงสาวดูช่างอ่อนล้า และหมดกำลัง

เธอกำลังร้องไห้อย่างฟูมฟายอยู่

ชายหนุ่มไปหาเธอและไปรับเธอมาส่งบ้าน

เธอยังคงถามชายหนุ่มนั้นเมื่อที่เคยถามมา

"เราจะทำอย่างไรต่อไปดี''

"เธอเลิกรักเค้าแล้วหรอ''

''ป่าว เรายังรักเค้ามาก ยังรักเขาอยู่''

"งั้นก็เหมือนที่เราเคยพูดไว้ รักเขาต่อไป

เพราะมันไม่สำคัญหรอกว่าเขาจะรักเธอไหม

แต่ถ้าเธอยังรักเขา ก็คงทำได้แค่รักเขาให้มากขึ้น

ให้เขารู้ว่าเธอรักเขา''

วันที่เธอเรียนจบ

เพื่อนชายหนุ่มของเธอมาแสดงความยินดีกับเธอ

เธอแปลกใจมากที่เพื่อนชายหนุ่มของเธอยังเรียนไม่จบ

เธอถามเขาว่าทำไม

ชายหนุ่มตอบว่า เขาขี้เกียจไปหน่อย

ทำให้เขาต้องเรียนซ้ำวิชาหนึ่งจึงยังเรียนไม่จบ

หญิงสาวแปลกใจ

เพราะตลอดมา ชายหนุ่มคนนี้เป็นคนขยัน

ต่อมาแฟนหญิงสาวได้แต่งงานกับหญิงสาว

เนื่องด้วยเห็นถึงความรักที่หญิงสาวมีให้มากมาย

หญิงสาวได้ชวนเพื่อนของตนมางานแต่งของเธอ

"เราไม่ว่างจริงๆ เราติดธุระหน่ะขอโทษนะ''

เพื่อนชายตอบเธอด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

หญิงสาวโกรธและเสียใจที่ชายหนุ่มไม่มางานแต่งจึงวางหูใส่

แต่หญิงสาวก็ต้องประหลาดใจเมื่อวันที่เธอแต่งงาน

ชายหนุ่มได้มาก่อนที่งานแต่งจะจบ

''ยินดีด้วยนะ มาแล้วนะ''

หญิงสาวดีใจมากที่เพื่อนของเธอมา

ถึงจะเพียงชั่วเวลาสั้นๆ

ต่อมาหญิงสาวก็มีความสุขกับชีวิตแต่งงาน จนไม่ได้ติดต่อกับชายหนุ่ม

จนวันหนึ่งหญิงสาวได้ทะเลาะกับสามีของตน

หญิงสาวไม่รู้จะไปปรึกษาใคร

จึงนึกถึงชายหนุ่มขึ้นมา

แต่แม้ว่าหญิงสาวจะโทรไปเท่าไหร่

ก็ไม่สามารถติดต่อกับชายหนุ่มคนนั้นได้เลย

เขาจึงโทรหาเพื่อนของชายหนุ่มคนนั้น

เพื่อนของชายหนุ่มเล่าว่า

ชายหนุ่มเป็นโรคร้าย

เขาไม่สามารถไปไหนได้

ตอนนี้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลมาร่วมหลายเดือน

หญิงสาวตกใจมากถามว่าเป็นอะไร

เพื่อนชายหนุ่มบอกว่า

อาการกำเริ่มเพราะวันที่ชายหนุ่มต้องมาผ่าตัด

ชายหนุ่มดันหายตัวไป

และเพื่อนชายยังบอกอีกว่า

เป็นนิสัยเสียของมันหน่ะ

มันชอบหายตัวไปไหนก็ไม่รู้ในช่วงเวลาสำคัญๆ

"คราวที่แล้วสอบไล่ ก็หายตัวไปจากห้องสอบ''

หญิงสาวตกใจมาก

เลยขอที่อยู่ของโรงพยาบาลที่ชายหนุ่มรักษาตัว

หญิงสาวไปเยี่ยมชายหนุ่มที่โรงพยาบาล

เมื่อเปิดประตูเข้าไป ก็ต้องตกใจ

ชายหนุ่มที่เคยดูแข็งแรง กับผอมซูบ ไม่มีแรง

เมื่อชายหนุ่มเห็นเธอก็ดีใจทักทายเธอเป็นการใหญ่

''เป็นอย่างไรมั้ง ไม่เจอกันตั้งนาน''

หญิงสาวนิ่งเงียบซักพักน้ำตาหญิงสาวก็ออกมา

''อ้าวร้องไห้ทำไมหล่ะ เธอหน่ะ

ไปทะเลาะกับแฟนมาอีกแล้วหรอ

จะให้เราช่วยอะไรไหม

แต่เราก็คงจะแนะนำเหมือนเดิมหน่ะ''

หญิงสาวเข้าไปหาชายหนุ่มแล้วบอกกับชายหนุ่มว่า

''วันที่เธอมารับเราเป็นวันสอบไล่ใช่ไหม''

ชายหนุ่มทำหน้าตกใจและไม่กล้าพูดอะไรทั้งสิ้นกลับนิ่งเงียบไป

หญิงสาวจึงพูดต่อ

"และวันที่เธอต้องผ่าตัดใหญ่  เธอกลับมางานแต่งงานของฉันใช่ไหม''

ชายหนุ่มไม่รู้จะพูดอะไรอีกแล้ว กลับนิ่งเงียบกว่าเดิม

หญิงสาวเข้าไปกอดชายหนุ่มแล้วพูดด้วยน้ำเสียงสั่น

''ตลอดเวลา เรารักแต่คนอื่น มองแต่คนอื่น

เรากลับไม่รู้เลยว่าเธอรักเรามากแค่ไหน

เรารู้สึกเสียใจจริงๆที่ไม่ได้รักเธอมากกว่านี้''

ชายหนุ่มยิ้มขึ้นแล้วบอกกับหญิงสาวด้วยเสียงอันแผ่วเบาว่า

''เราบอกแล้วไง ถ้าเรารักใครซักคน เราก็ต้องรักเขาให้มากๆ

ไม่สำคัญหรอกว่าเขาจะรักเราหรือไม่หน่ะ

มันสำคัญแค่เพียงว่าเรายังรักเธออยู่หรือเปล่า

แค่เราสามารถช่วยเธอได้ นั่นก็เป็นความสุขของเราแล้ว''


หญิงสาวรู้สึกเสียใจมาก

นั่งร้องไห้โห่อยู่ที่ตักของชายหนุ่ม

ชายหนุ่มจึงพูดขึ้นว่า

''ถ้าเราหายเมื่อไหร่ เราจะไปส่งเธอที่บ้านอีกนะ''
November 18

*.*

โอ้ จ๊อด มีคนคอมเม้นด้วยแฮะ ไม่ได้เข้ามาเป็นชาติละอะ
 
ยังไงก้อ thx for all comment นะคับ ถึงแม้ไอเบลจะด่ากุก็เหอะ 
 
อีกอย่างผมไม่ได้กามนะ ไอเบลมันคงจำคนผิด อิอิ
 
ป่าวกามจิงๆนะ T_T
 
เอาไว้มีเรื่องไหนซึ้งๆ หักมุมยิ้มอีกจะเอามายัดให้อ่านนะ อิอิ
July 11

อ่านแล้วน้ำตาไหลเลยอะ

 

มูลค่าของชีวิต


"
อย่าหนีนะ ไอ้เด็กขี้ขโมย"


เสียงผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งตะโกนลั่น พร้อมกับมีเด็กคนหนึ่งกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งวิ่งผ่านฉันกับแม่ที่กำลังซื้อเนื้อหมูในตลาดไปอย่างรวดเร็ว ทั้งแม่และฉันหันไปดูทันเห็นหน้าผู้หญิงคนนั้นแค่แวบเดียว แม่ถามฉันว่า

"
อ้าว นั่นป้าร้านขายของไม่ใช่เหรอ"


"
ใช่จ้ะแม่ แกวิ่งไล่ใครกันละ"


ป้าคนนั้นชื่อว่า 'ป้าหนอม' เป็นแม่ค้าขายของชำสารพัดอย่างในตัวตลาดในอำเภอที่ฉันอยู่ มีฐานะจัดว่าดีกว่าแม่ค้าคนอื่นๆ ในละแวกเดียวกัน และเป็นที่รู้จักกันว่าแกเป็นคนที่ขี้เหนียวอย่างร้ายกาจ แถมปากจัดที่สุดในตลาดอีกด้วย ใครต่อราคาของมากเกินไป หรือถามราคาแล้วไม่ซื้อ ป้าแกจะโวยวายชนิดต้องรีบเผ่นออกจากร้านแทบไม่ทันทีเดียว


เสียงเอะอะดังมากขึ้น ฉันหันไปมองป้าหนอมจับข้อมือเด็กผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ 12-13 ขวบ ไล่เลี่ยกับฉันซึ่งกำลังดิ้นรนอยู่ และป้าแกกำลังจะลงไม้ลงมือ แม่จึงเดินเข้าไปถาม


"
พี่หนอม มีไรหรอคะ"


"
ก็ไอ้เด็กเวรนี่นะสิ มันมา ทำทีขอซื้อยาแก้ปวดกับยาธาตุ พอฉันหยิบส่งให้ มันก็วิ่งหนีมาเลย เงินก็ไม่จ่าย"


พูดจบป้าหนอมก็ตบหัวเด็กคนนั้นอย่างแรงทีนึงและคงจะมีตามมาอีกหลายทีแน่ถ้าแม่ฉันไม่ห้ามไว้


"
ตายแล้วพี่หนอม อย่าถึงกับลงไม้ลงมือกันเลยนะ แล้วนี่จะทำไงต่อ"


แม่รีบตัดบทเพราะเห็นว่าเรื่องราวชักจะไปกันใหญ่


"
เรียกตำรวจมาเอามันไปเข้าคุกนะสิ เสียนิสัย พ่อแม่ไม่สั่งสอน ยังเด็กตัวแค่นี้ก็ริจะเป็นขโมยซะแล้ว ต่อไปก็คงต้องปล้นเขากินหละ"


ฉันสะกิดแม่ทันทีพร้อมกับมองพลางส่ายหัวน้อยๆ ทำนองว่าอย่าไปยุ่งดีกว่า แม่มองฉันแล้วมองเด็กคนนั้น ซึ่งท่าทางเหมือนกำลังจะร้องไห้ แม่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปพูดกับป้าหนอมว่า


"
อย่าให้ถึงอย่างนั้นเลยนะพี่หนอม เด็กมันคงอยากซื้อยาแต่ไม่มีเงินนะ เอาเป็นว่าฉันจ่ายให้ละกันนะ กี่บาทกันละ"


ในที่สุดเรื่องก็จบลง โดยการที่แม่ยอมจ่ายเงินค่ายาแก้ปวดกับยาธาตุ แล้วแม่ก็จูงเด็กคนนั้นออกมาจากตลาด แต่ป้าหนอมยังไม่วายเตือนแม่


"
ใจดีกับเด็กขี้โขมยแบบนี้ ระวังจะเสียใจทีหลังนะเธอ"


แม่ไม่ได้ตอบอะไร แต่พอเดินห่าง จากร้านพอสมควรแล้วก็ถามว่า


"
ทำไมหนูขโมยของป้าเขาละ"


เด็กคนนั้นเงยหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาขึ้นมองแม่ แล้วตอบสะอึกสะอื้นว่า


"
แม่ผมปวดท้องมากเลยครับ แล้วแม่ก็ไม่มีเงินไปหาหมอ ผมก็เลยต้อง..."


แม่มองหน้าเด็กคนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยื่นผลไม้ที่ซื้อมาให้เด็กคนนั้นถุงหนึ่ง แล้วบอกว่า


"
ทีหลังอย่าโขมยของใครนะ ถ้าไม่มีเงินมาขอเงินน้าไปซื้อก็ได้นะ น้าชื่อสมพรเปิดร้านเย็บผ้าอยู่ใกล้ๆ นี่เอง ถามคนแถวนี้ก็ได้ รู้จักน้าแทบทุกคนเลยแหละ เอ้า...เอา ส้มไป ฝากคุณแม่ซิ คนป่วยนะต้องกินผลไม้มากๆ จะได้หายไวๆ รู้มั้ย"


แม่เสริมพร้อมกับยิ้มเด็กคนนั้นอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะรับส้มพร้อมกับพูดขอบคุณแม่แล้วเดินจากไป


หลังจากนั้นพอกลับมาถึงบ้าน ฉันก็ถามแม่ทันที


"
ทำไมแม่ต้องช่วยเด็กคนนันด้วยละ รู้จักกันหรอจ้ะ"


แม่ยิ้ม แล้วตอบฉันว่า


"
ไม่รู้จักหรอก แต่แม่เห็นเด็กคนนั้นรับจ้างหาบขนมขายอยู่แถวบ้านเราน่ะลูก แต่แกคงจำแม่ไม่ได้หรอก แม่ซื้อขนมแกอยู่ไม่กี่ครั้งเอง"


"
แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะต้องช่วยเหลือเขาถ้าเขาเป็นขโมยนี่แม่"


ฉันถามต่อ แม่มองหน้าฉันแล้วพูดว่า


"
แม่เชื่อว่าเด็กที่เคยหาเงินด้วยตัวเองมาก่อนตั้งแต่อายุเท่าๆ กับลูก จะต้องเป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบ รู้คุณค่าของเงินทุกบาททุกสตางค์ว่ากว่าจะได้มามันเหนื่อยยากขนาดไหน และคนที่มีความรับผิดชอบนะ จะไม่มีทางขโมยของใครนอกจากจะจำเป็นจริงๆ เมื่อเขาไม่มีทางอื่นให้เลือกแล้วเท่านั้น"


ฉันฟังแล้วก็ถามแม่ต่อว่า


"
แล้วต่อไปถ้าเขามาขอเงินแม่ไปซื้อยาอีก แม่จะให้เขารึเปล่า"


"
ให้สิลูกถ้ามันไม่มากไม่มายอะไร"


"
แล้วแม่ไม่เสียดายเงินหรอ บ้านเราก็ไม่ได้ร่ำรวยเหมือนบ้านป้าหนอมเขานะแม่"


"
ถึงแม่จะไม่มีเงินทองมากนัก

แต่การที่ได้ช่วยเหลือคนที่กำลังลำบากน่ะ มันทำให้แม่มีความสุข แล้วยังได้บุญอีกด้วยนะ แค่นี้แม่ก็พอใจแล้ว ไม่อยากได้อะไรตอบแทนหรอก"

แล้วแม่ก็พูดต่ออีกว่า


"
จำไว้นะลูก คนเรานะ ต้องรู้จักให้อภัยและให้โอกาสคนอื่นแก้ตัวเสมอ อย่างเด็กคนนั้น..แม่มั่นใจว่าแกทำไปเพราะรักคุณแม่ของแกจริงๆ แม่ถึงช่วยแกเอาไว้"


แล้วแม่ก็พูดต่อว่า


"
ลูกอาจจะบอกว่าขโมยเป็นสิ่งที่ผิด ใช่...แม่ไม่เถียง แต่บางครั้งคนเราก็ต้องมองด้านอื่นๆ บ้าง อย่าคิดแต่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง ตอนนี้ลูกอาจจะยังฟังไม่เข้าใจ แต่แม่เชื่อว่าสักวันลูกจะเข้าใจเองแหละ"


หลังจากนั้น ฉันกับแม่ก็หันไปคุยเรื่องอื่นๆ กันต่อ ฉันเองไม่เคยคิดเรื่องนี้อีกเลย จนเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น ทำให้ฉันต้องย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องนี้อีกครั้งทั้งน้ำตาว่าคำพูดของแม่ในครั้งนี้ถูกต้องที่สุดจริงๆ


หลังจากนั้นฉันเรียนจบระดับปริญญาตรีจากสถาบันราชภัฏแห่งหนึ่งในตัวจังหวัด แล้วฉันก็ได้งานทำในโรงงานแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดนั้นเอง เงินเดือนก็พอประมาณ สามารถเลี้ยงดูแม่ได้โดยไม่ขัดสนนัก ฉันก็เลยขอร้องให้แม่หยุดรับจ้างเย็บผ้า เพราะอยากให้แม่พักผ่อนบ้างหลังจากทำงานหนักมาเกือบ 20 ปีเพื่อส่งฉันเรียน แม่ยอมปิดร้าน แต่ก็ยังรับงานเล็กๆ น้อยๆ ของเพื่อนบ้านมาทำบ้างโดยไม่คิดเงิน แม่บอกว่าถ้าไม่ได้ทำอะไรเลยจะรู้สึกเบื่อ ฉันก็เลยต้องยอมตามใจแม่


ฉันทำงานอยู่ประมาณ 2-3 ปี แม่ก็เริ่มรู้สึกไม่สบาย เริ่มจากปวดหัวบ่อยขึ้น ช่วงแรกๆ ไม่กี่วันก็หาย หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นนานขึ้นเรื่อยๆ ฉันบอกให้แม่ไปหาหมอ แล้วฉันก็พาแม่ไปหาหมอในเมือง หมอบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก แค่ทำงานหนักมากเกินไป หมอให้ยามาชุดหนึ่งพร้อมกำชับให้พักผ่อนมากๆ จะได้หายเร็วๆ


หลังจากกินยาตามที่หมอสั่ง อาการปวดหัวของแม่ก็หายไป ฉันเริ่มสบายใจขึ้น แต่หลังจากไปหาหมอได้ประมาณหนึ่งเดือน แม่ก็เริ่มกลับมาปวดหัวอีก คราวนี้เป็นหนักมากกว่าครั้งที่แล้ว

ยาที่เคยกินแล้วได้ผลมาก่อนก็ไม่ได้ผลเลย ฉันกังวลใจมาก พอถามหมอ หมอก็บอกว่าต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ เพราะว่าเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมกว่าโรงพยาบาลต่างจังหวัด

หลังจากนั้นฉันรีบพาแม่ไปกรุงเทพฯ ทันที ไปยังโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง หลังจากหมอตรวจแล้วบอกว่ามีเนื้องอกในสมองต้องผ่าตัดโดยด่วน หากปล่อยทิ้งไว้อาจไปทับเส้นประสาททำให้เป็นอัมพาตได้ หรือถ้าผ่าตัดไม่ทันก็อาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต ฉันตกใจมากขอให้หมอผ่าตัดให้ทันที แต่หมอบอกว่าโรงพยาบาลที่มีหมอผ่าตัดสมองที่มีความพร้อมที่จะผ่าตัดเนื้องอกในสมองเป็นอีกโรงพยาบาลหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเสียงมากกว่า ดังนั้นหมอจึงต้องส่งตัวคนไข้ไปยังโรงพยาบาลนั้น ฉันก็ตกลง


หลังจากถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลดังกล่าวแล้ว แม่ก็ถูกส่งตัวเข้าห้องผ่าตัดทันที ขณะที่ฉันรออย่างกังวลใจอยู่ด้านนอก ทั้งเรื่องอาการป่วยของแม่ และจากคำพูดของหมอที่ทิ้งท้ายไว้ก่อนส่งตัวแม่มาที่โรงพยาบาลแห่งนี้ หมอบอกให้ทำใจไว้บ้าง เพราะการผ่าตัดสมองเป็นการผ่าตัดที่เสี่ยงมาก โอกาสที่คนไข้จะเสียชีวิตมีมาก แม้การผ่าตัดจะประสบความสำเร็จก็ตาม

อีกเรื่องก็คือค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดสมองค่อนข้างสูง เป็นหลักแสนบาท เมื่อรวมกับค่ายา ระหว่างพักฟื้น คิดแล้วน่าจะต้องใช้เงินราวๆ ห้าแสนบาท

ฉันได้ยินแล้วแทบลมจับ ฉันจะไปหาเงินห้าแสนบาทมาจากไหน ลำพังเงินเก็บของฉันกับแม่ยังมีไม่ถึงห้าหมื่นบาทเลย แต่ยังไงฉันก็ต้องรักษาแม่ให้หาย ส่วนเรื่องเงินไว้คิดทีหลัง


หลังการผ่าตัดเสร็จสิ้นลง เป็นโชคดีของแม่ที่การผ่าตัดประสบผลสำเร็จ และไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆ ทางโรง พยาบาลบอกให้พักฟื้นประมาณหนึ่งเดือนก็สามารถไปพักฟื้นที่บ้านได้ ทางโรงพยาบาลแจ้งรายการค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาให้ฉัน ปรากฎว่าเป็นเงินจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันบาท เป็นค่าติดต่อประสานงานเท่านั้น


ฉันแปลกใจมาก จึงสอบถามกับนางพยาบาล นางพยาบาลบอกว่าคุณหมอที่เป็นคนผ่าตัด และเป็นเจ้าของไข้บอกไม่ให้คิดเงินกับฉันและแม่ โดยที่ทางโรงพยาบาลก็ไม่ทราบสาเหตุ ฉันจึงขอพบคุณหมอคนนั้นเพื่อขอบคุณ นางพยาบาลบอกว่าหลังจากเสร็จคุณหมอก็ถูกส่งตัวไปต่างประเทศทันทีเพื่อศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการผ่าตัดสมองที่อเมริกา

แต่คุณหมอได้ฝากจดหมายไว้ให้ฉันกับแม่ โดยกำชับกับทางโรงพยาบาลให้ฝากให้ฉันพร้อมกับใบเสร็จค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของทางโรงพยาบาลในวันที่แม่สามารถออกจากโรงพยาบาลได้

เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันกับแม่ก็เปิดอ่านจดหมายของคุณหมอคนนั้น เมื่ออ่านจบทั้งฉันและแม่ก็ร้องไห้ออกมาพร้อมกัน เนื้อความในจดหมายมีดังนี้


'
ข้าพเจ้านายแพทย์เดชา ทองวิจิตร แพทย์ผู้ผ่าตัด นางสมพร ภู่จันทร์ ขอสรุปค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดทั้งหมดดังนี้


ค่าผ่าตัด 0 บาท

ค่ายาทั้งหมด 0 บาท

ค่าใช้จ่ายอื่นที่เหลือ 0 บาท

รวมเป็นเงินทั้งหมด 0 บาท


ป.ล. ค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้รับแล้ว เมื่อยี่สิบปีก่อนด้วยยาแก้ปวด ยาธาตุ ส้มหนึ่งถุง


ขอให้สุขภาพแข็งแรงไปอีกนานๆ นะครับคุณน้า


นายแพทย์เดชา  ทองวิจิตร'


 
Updated 7/1/2006